Thursday, 27 December 2012

"I didn't lead no humdrum life"




"ALWAYS BE ABLE TO LOOK BACK AND SAY;
AT LEASE I DIDN'T LEAD NO HUMDRUM LIFE" 

       จงเป็นคนที่มองย้อนหลังไปแล้วพูดได้เสมอว่า
 "อย่างน้อย ผมก็มีชีวิตที่ไม่เคยราบเรียบ"
- Forrest Gump  -

.................................................................................

ถนนหรือทางเดินทุกที่ ไม่เคยที่จะราบเรียบ
แม้กระทั่งพื้นในบ้านของเราเอง อย่างน้อยก็ต้องมีทางต่างระดับ
มีบันใดให้ก้าวเดิน มีพื้นสูง พึ้นต่ำ หรือ แม้แต่รอยต่อกระเบื้อง
ทางเดินแต่ละทาง ถนนแต่ละเส้น ล้วนแตกต่าง แต่สิ่งที่ไม่ต่างคือ
ทุกๆถนนและหนทางนั้น มีทั้งทางเรียบ ทางขรุขระ ทางชำรุด หรือแม้แต่ทางลาดยางใหม่ :)






ภาพยนตร์เรื่อง ฟอร์เรส กัมป์ เป็นภาพยนตร์ที่ได้ดูเมื่อไม่นานมานี้
เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนวิชา จิตเวช 
ตอนแรกก็นั่งดูแบบ เออดีเนาะ วันนี้ไม่ต้องเรียน อิอิ
กะจะนั่งทำงานการบ้านวิชาอื่นเต็มที่ 
แต่กลับกลายเป็นว่า นั่งดูตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง
โดยไม่ได้แตะงานเลย
สนุกมากจริงๆกับเรื่องราวชีวิตของคนๆหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย
จนกลายมาเป็นมหาเศรษฐีได้



เมื่อคืนได้โอกาสดีดูซีรีย์ฝรั่งเรื่องที่ตั้งใจว่าจะดูนานแล้ว
ก็ได้ดูสักที นั่นก็คือเรื่อง GLEE นั่นเอง
ใครจะมองว่าเป็นเรื่องวัยรุ่นไร้สาระ ลองดูด้วยตัวคุณเองแล้วจะรู้ว่า
ในชีวิตที่ผ่านมาทำไมตอนเรียนมัธยม ฉันไม่เป็นอย่างนี้บ้าง
ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจดีมากๆ
แม้ตอนนี้ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ แต่ใช่ว่าชีวิตมัธยมที่ผ่านมา
มันไม่สนุกเอาสะเลยก็ไม่ใช่ แต่มันก็สร้างกำลังใจทุกครั้งที่คิดถึง


.............................................................................................




วันนี้เป็นวันแรกที่ได้อยู่ตรง 
OPD (Out Patient Department แผนกผู้ป่วยนอก)
การทำงานตรงนี้คือต้องหาเคสที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บป่วย
ๆม่ใช่มาตรวจตามนัด มาฟังผล ทำแผล อะไรทำนองนี้ 
จากนั้นก็ซักประวัติ ตรวจร่างกาย 
เมื่อพร้อมก็เข้าพร้อมพบแพทย์พร้อมเคสตัวเอง 
เล่าเคสให้แพทย์ฟัง ทั้งหมด
คือ เริ่มด้วยชื่อ อายุ อาการสำคัญที่มาวันนี้ 
ประวัติเจ็บป่วยปัจจุบัน ประวัติเจ็บป่วยในอดีต 
ประวัติส่วนบุคคลต่างๆ การตรวจร่างกาย และสุดท้ายคือ 
เราคิดว่าเคสป่วยเป็นอะไรได้บ้าง อย่างน้อยสามโรค 
แล้วคิดว่าอะไรคือโรคที่เคสเป็น 
พร้อมทั้งบอกเหตุผลว่าทำไมเราจึงวินิจฉัยว่าเป็นแบบนั้น 
วางแผนการรักษา พร้อมทั้งให้คำแนะนำ 
ก็จะจบไปในหนึ่งเคส คิดในใจ ตายแน่ๆเลย
เรียนพยาบาลนะโว้ย ไม่ใด้เรียนหมอ
 แต่ลืมคิดไปว่ามาฝึกการรักษาขั้นต้น อิอิ 
คิดไปต่างๆนานา สาระพัดว่าตัวเองจะวินิจฉัยโรคถูกมั้ยยังไง
และแล้วเวลานั้นก็มาถึง 



เคสแรก แท๊น แท่น แทนนนน 
ชายไทย อายุ 32ปี 
มาด้วยอาการ ปวดเสียดทั่วท้อง 1 วันก่อนมาโรงพยาบาล
ให้ประวัติว่า  2 วันก่อนถ่ายเหลวเป็นน้ำ สีเหลือง ไม่มีมูกเลือดปน
สามครั้ง จากนั้นวันถัดมาก็มีอาการถ่ายเหลวเหมือนเดิม
แต่มีอาเจียนเป็นน้ำใสๆสีเขียว หนึ่งครั้ง
และเริ่มมีอาการปวดเสียดทั่วท้อง ทานยาหยุดถ่ายแต่ยังมีถ่าย
อาการไม่ดีขึ้นเลยมาโรงพยาบาล
เคยเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ เคยสูบบุหรี่วันละ 3-4 มวน /วัน 
แต่เลิกมาประมาณหนึ่งปีดื่มเหล้านานๆที 
ชอบทานอาหารรสจัด
ตรวจร่างกายไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ
ข้อมูลเคสคร่าวๆก็ประมาณนี้ แต่รายงานแพทย์มากกว่านี้ 
เข้าไปตรวจพร้อมวินิจฉัยให้พี่แพทย์ฟัง ก็สรุปตรงกันว่าใช่
นั่นคือ เป็น อาหารเป็นพิษ เพราะถามไปถามมา
ก็บอกว่าเย็นก่อนท้องจะเสียไปทานส้มตำมา นั่นไง!!!
อิอิ เคสแรกถือว่าง่ายมากกกกกกกก 
แต่มันก็เพิ่มความมั่นใจขึ้นมาเป็นกอง

เคสที่สอง 
เป็นชายไทย (อีกแล้ว เอ๊ะ!!!) อายุ 47 ปี 
มาด้วยอาการ ปวดจุกบริเวณลิ้นปี่ใต้ชายโครงขวา 2 ชม ก่อนมา
เคสนี้ก็มาด้วยอาการปวดท้องอีกแล้วว
เคสนี้เอาสั้นๆว่า ตอนแรกสงสัยเลยว่าจะเป็น Duodenal Ulcer (DU ประมาณว่าลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัมเป็นแผล)  
เพราะปวดมาทางด้านขวา
แต่ก็แอบคิดว่าอาจจะเป็น PU = Peptic  Ulcer กระอาหารเป็นแผล
แต่พอได้ซักไปซักมา ก็โดนใจไปทาง PU เต็มที่ 
สรุปก็คือ ใช่จริงๆ  อิอิ  ^^


เก็บสองเคสพอแระ จากนั้นก็ไปช่วยเพื่อนวินิจฉัย
แล้วก็ถูกทั้งสองโรคเลยย
ทั้งสองโรคมาด้วยอาการปวดศีรษะ แล้วไม่ได้อ่านมาสะด้วย
เปิดแฮนด์เอ้า ก็เป็นภาาาปะกิด นั่งแปลแบบงูๆปลาๆ
ภายในเวลาสามนาที ฮ่าๆแล้วแบบถูกด้วยอ่ะ 55555
วะว้าววว เราก็มีความรู้เหมือนกันนะเนี๊ยะ 
ทั้งๆที่วิชานี้ภาคทฤษฎีคะแนนห่วยแตกมากก
หลับตลอด สอบก็ตก ฮ่าๆ 
แอบภูมิใจหน่อยๆไม่ได้ :))



ประสบการณ์ในอดีต ทำให้เราเป็นเราในปัจจุบัน
และประสบการณ์ในปัจจุบัน จะทำให้เราเป็นเราในอนาคต
ประสบการณืชีวิตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
มันอาจทำให้เราเข้มแข็งขึ้น หรือ อ่อนแอลงได้ทั้งนั้น
ทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามา ในวันนี้ มันอาจจะเป็น
ภูมิคุ้มกันชั้นดีให้กับเราในวันข้างหน้าก็ได้
ใครจะไปรู้ ^^


Tuesday, 25 December 2012

Nothing more than .........


 The talent of success is nothing more than doing well whatever you do without a thought of fame.

 ภูมิปัญญาแห่งความสำเร็จไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการทำความดีโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียง 


การทำความดีนั้น หากเราตั้งใจทำจริงๆ ต่อให้ไม่ได้ป่าวประกาศ
ยังไง ก็มีคนเห็น ขึ้นอยู่กับว่ามันจะช้าหรือเร็ว
หากเราทำอะไรที่หวังผลตอบแทน การกระทำนั้น 
ก็ไม่สามารถสร้างความสุขให้เราได้เลย


..........................................................................................................


วันนี้เป็นอีกวันที่ได้อยู่ห้องฉุกเฉิน และเป็นวันที่ต้องอยู่เวรถึง 2 ทุ่ม
ในใจก่อนขึ้นเวรเช้า คิดว่าจะโดนอะไรบ้างน้อ จะเจอเคสแบบไหน
แต่ก็คิดว่า จะเจออะไรก็ช่างมันเถอะ เยอะกว่านี้ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ


และแล้วช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นและสนุกก็มาถึง  กำลังก้มหน้าก้มตาผสมยา 
พี่ก็เรียกว่าน้องนักศึกษามานี่!!  เอาแล้วไง เกิดอะไรขึ้น
เอาเป็นว่าโดนเทศน์พร้อมสอนอีกยกใหญ่ๆ แต่หลังจากสอนได้ไม่ทันไรก็มีเคสมา
และแล้วเคสที่มาก็ต้องเก็บหัตถการณ์พอดี นั่นคือ I&D (Incision and Drainage)
คำถามแรกที่พี่ถามคือ ใครจะทำ ยกมือแบบไม่ลังเลเลย แต่ตื่นเต้นมากก
เตรียมของผิดๆถูกๆ โดนว่าบ้างอะไรบ้าง แต่ก็เอาว่ะ 
อย่างน้อยการได้ลงมือทำ จะเป็นการเรียนการสอนที่ดีกว่าการที่เราจำทฤษฎี
มันทำให้เรามองเห็นภาพและเข้าใจว่าการทำจริงๆเป็นอย่างไร
และแล้วการทำก็ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี ^^





ขณะที่ทำงานในเวรวันนี้ก็ทำด้วยความตั้งใจในทุกๆเคส 
งานไหนไม่เคยทำ หรือ ช่วยพี่ได้ก็ทำเพื่อฝึกประสบการณ์ของตัวเอง
เช่น มีเคสน้องคนหนึ่งต้องมารับยาฆ่าเชื้อทุกวัน เป็นเด็กผู้ชาย น่าจะสามสี่ขวบ
น้องเค้ามารับยาวันที่สองก็จะมี Hep-lock ไว้สำหรับฉีดยา การให้ยาฉีดก็แค่เอาเข็มจิ้มลงไปตรงจุกยาง
ของตัว Lock ซึ่งก็จะไม่เจ็บ แต่คุณน้องแกก็ร้องไห้โยเยน้ำตาไหลพรากๆ 
ทั้งตอนเริ่มให้ยาและตอนเอายาออก
ไอ้เราก็เลยชวนคุยสะเลย คุยไปคุยมาก็ลืมไปเลยว่าตัวเองต้องเจ็บ ฮ่าๆ เด็กหนอเด็ก
ก่อนกลับก็บอก เจอกันอีกนะครับพรุ่งนี้ น้องเค้าเลยไว้สวัสดีงามๆก่อนไปพร้อมรอยยิ้ม :)
จากนั้นก็เอาอุปกรณ์ฉีดยาไปเก็บ จู่ๆก็มีญาติคนไข้เข้ามาถามว่า หนูชื่ออะไรหรอ
แล้วก็ดูชื่อที่เสื้อ อ๋ออ ชื่อ ปิยลักษณ์หรออ หนูนี่น่ารักจัง ยิ้่ม แล้วก็เดินจากไป
เราทำได้แค่เอ๋อๆ และก็เป็นปลื้มม :)) 
แม้ว่าจะไม่ใช่ครั้งแรก อิอิ ที่มีเหตุการณ์แบบนี้
แต่มันเกิดกี่ครั้งๆก็สุขใจ เพราะ ตอนที่ดูแลคนไข้แต่ละคน ก็ตั้งใจดูแลอยากให้เค้าหายจริงๆ 
ทำให้ดีที่สุด แม้เกรดจะไม่ค่อยดี (เพราะเกรดมักตัดสินจากรายงานที่เขียนไปคนมันขี้เกียจเขียนอ่ะ =_+)


........................................................................................................................................................


เหตุการณ์ครึ่งเช้่าก็จบไปได้ด้วยดี หลังสี่โมงเย็นก็ไปทานข้าวกลับมาฝึกต่อ
และแล้ววเหตุการณ์ระทึก!!!ก็เกิดขึ้น
เมื่อมีคนไข้คนหนึ่งเข้ามาด้วยอาการเหนื่อยหอบ
จัดการวัด BP วัด SpO2 ไปโดยปกติ ใส่แค่หน้ากากอนามัยอันเขียวๆ
ยังไม่ทันไร หมอก็เดินเข้ามาพร้อมทั้งตะโกนว่า น้องอย่าเข้าใกล้คนไข้ เปิดประตู
ปิดแอร์ปิดพัดลม แล้วมาใส่ Mask N 95 ด่วน คนไข้เป็น TB 3+ เชื้อดื้อยา 
แทบกรี๊ดดเลยค่าาา หนูจะเป็น TB มั้ย TB คือโรควัณโรคค่ะ
หลังจากไปใส่เจ้าหน้ากากจมูกหมู  Mask N95 ก็เข้าช่วยหมอและพี่ใส่ท่อช่วยหายใจ 
เพราะคนไข้หายใจไม่ดี ออกซิเจนในเลือดก็ต่ำ 
หลังจากวุ่นวายไปวุ่นวายมาก็ส่งต่อไปโรงพยาบาลในเมือง
ยังไม่ทันได้หายใจก็มีเคสน้องผู้หญิงแพ้มา ผื่นเต็มตัว ปรากฏว่า 
งานเยอะจนลืมว่ายังไม่ได้ถอดเจ้าจมูกหมู ซึ่งหายใจยากมากกกก
เป็นคนหน้าใหญ่และหน้ากมอยู่แล้ว เจ้าจมูกหมูมันบีบหน้ามากๆ 
แต่ถือว่าวันนี้สนุก และตื่นเต้นดีจริงๆ :))








ไม่อาจรู้ได้เลยว่า วันนี้ พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แต่สิ่งที่ทำให้รับมือกับสิ่งต่างๆไว้
คือ เชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีปัญหาไหนที่แก้ไขไม่ได้
แต่ไม่ใช่การลำพองตนเอง คิดว่าตนเก่งไปสะทุกอย่าง
คนไม่รู้ ไม่ใช่คนไม่เก่งหรือคนโง่ 
ทุกคนย่อมมีส่วนที่ดีแตกต่างกันไป
จง อย่า ดู ถูก ตัว เอง และ อย่า สำ คัญ ตัว เอง จน มาก เกิน ไป 



Monday, 24 December 2012

The Beginning





"The beginning of knowledge is the discovery of 
something we do not understand." 
- Frank Herbert 

จุดเริ่มต้นของความรู้ คือการค้นพบบางสิ่งที่เราไม่เข้าใจ



วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของการเริ่มฝึกงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้
แค่เริ่มตื่นยังตื่นสะสาย =_= 
เพราะอากาศที่นี่เริ่มหนาวว เลยนอนกันสบายเลย
แสงแดดอ่อนๆ ลมหนาววพัดมา น่านอนชะมัด 

...........................................................................


เริ่มต้นจากการไปยืนงงๆอยู่หน้า OPD (แผนกผู้ป่วยนอก) ของโรงพยาบาล
พี่ๆคงทนเห็นหน้าเอ๋อๆไม่ไหวเลยเรียกไปทำความเข้าใจด้วยความรวดเร็ว
ซึ่งเร็วมากจริงๆ

จากนั้นก็มีพี่คนนู่นคนนี้พาไปแนะนำส่วนต่างๆของโรงพยาบาล
จนเดินแล้วมึนงงไปหมด 
ถือว่าเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ เริ่มต้นการฝึกใหม่ 
หลังจากงงๆ เอ๋อๆ ไปก็ได้พักทานข้าวสักที หิวมากกกกกกก 
และการฝึกจริงๆก็ได้เริ่มต้นขึ้นสะที O_o




หลังเที่ยงก็ได้ดูตารางเวรแล้ว วันนี้ต้องฝึกในส่วนของ ER (Emergency Room = ห้องฉุกเฉิน)
ตอนแรกก็ออกแนว จะทำได้มั้ยน้อ พี่ที่อีอาร์ขึ้นชื่อว่าโหดดดด เกือบทุกที่ !!!!
แต่พอลองยืนๆ เลียบๆเคียงๆพี่เค้าก็โอเคนะเนี๊ยะ  มีเงอะๆง่ะๆ บ้างตามประสา 
แต่พอเริ่มทำก็โอเค มันก็งานที่เคยทำมาแล้วทั้งนั้น 

แต่วันนี้เคสไม่ค่อยเยอะ อาจจะเป็นเพราะเป็นตอนบ่ายด้วย 
แต่ที่น่าตื่นเต้นก็มีเคส ขับรถมอร์เตอร์ไซด์ ล้มมา ได้รับบาดเจ็บสี่คน
บาดเจ็บแค่ถลอกๆ แต่มีเด็กน้อยสองคนที่เป็นสองในผู้บาดเจ็บ
ธรรมดาของเด็กๆที่ต้องร้องโดยเฉพาะตอนโดนทำแผล 
(แผลที่มาด้วยพวกอุบัติเหตุต่างๆ มักเริ่มด้วยการทำความสะอาดแผลด้วยการใช้ Polvidine  Scrub กับ 0.9% Nss (น้ำเกลือ) ยิ่งแผลสกปรกมากกกจะยิ่งขัดยิ่งถู คงไม่ต้องบอกว่าจะแสบทรวงขนาดไหน )
แต่คนที่ขับยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่เลย จะฉีดวัคซีนบาดทะยักให้ น้องเธอก็ไม่ยอม
จนนายจ้างบังคับให้มาฉีด (ปล ทั้งสี่คนเป็นชาวต่างชาติค่า อิอิ)


และก็มีอีกเคส ที่มาด้วยศีรษะไปชนกับรถไถ มีแผลตรงหางคิ้ว 
แผลลึกใช้ได้ เลยให้ไป X-ray ก่อนว่ากระดูกแตกรึเปล่ายังไง
ผลออกมาปกติ ก็เย็บแผลไปตามระเบียบ 
ระหว่างที่ทำการเย็บ (โดยคุณเพื่อนอีกคน อิอิ)
คุณลุงก็อารมณ์ดีพูดแซวไปเรื่อย ว่าไม่ต้องหล่อกว่าเดิมแค่เย็บแล้วแผลสวยหล่อเหมือนเดิมก็เยอะแล้ว
เย็บไปเย็บมา ยาชาเริ่มหมดฤทธิ์ (เอาแล้วล่ะสิ งานเข้า)
คุณลุงเริ่มหยึกๆยัก บอกว่าพอแล้วมั้งครับ พี่พยาบาลเลยบอกว่าอีกสองเข็มลุงอีกสองเข็ม
อีกสองเข็มที่บอกคือ ของนิสิตนะค่ะ อิอิ 
พอเกินสองเข็มลุงบอกเอ้ามีโปรโมชั่นแถมด้วยหรออ 
ฮากันไปทั้งคนเย็บคนโดนเย็บ และคนนั่งให้กำลังใจ!!!
พี่คนเย็บเลยถามลุงเมาป่ะเนี๊ยะ กินเหล้ามาป่าว
ป่าวหรอกครับ แค่กินเบียร์มา ลุงตอบ!!
เอาล่ะสิ ก็ถูกของลุงแก พี่พยาบาลนะถามผิดเอง +_+

.................................................................................................................................




วันนี้ก็ได้ทำงานจริงๆแค่ไม่กี่ชั่วโมง
คนไข้ฝ่ายกายไม่ค่อยมีเรื่องแปลกๆเท่าคนไข้ฝ่ายจิต 
แต่สิ่งที่ต้องดูแลเหมือนกันคือ ต่อให้คนไข้ป่วยเป็นอะไร 
เราก็ต้องดูแลเค้า ให้คิดอยู่ตลอดว่าเขาหรือเราก็คน 
จะป่วยจิตป่วยกาย มันก็เชื่อมโยงกัน
ต้องดูแลหมดทั้งจิตทั้งกาย

เริ่มต้น ขึ้นแล้วกับการฝึกที่ใหม่ 
เริ่มต้นขึ้นแล้วกับการจะเรียนรู้สิ่งใหม่
และ มันก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว กับการได้ฝึกตนเองใหม่ (อีกครั้ง)

........

พรุ่งต้องอยุ่เวร BD ซึ่งเป็นเวรที่อยู่ตั้งแต่เช้า ยัน สองทุ่ม จะเป็นยังไงบ้างน้ออ
น่าจะมีเรื่องสนุกๆอีกเพียบ :))



Sunday, 23 December 2012

Life is the journey.

ชีวิตคือการเดินทาง,,,,,, Life is the journey.


ชืวิตคือการเดินทาง,,,,,,,,,,,,,,


หลายๆคนคงได้ยินประโยคนี้
หลายๆคนอาจไม่เคยสัมผัสกับประโยคนี้
แต่.....ขณะเดียวกันหลายๆคนก็กำลังสัผัมกับประโยคนี้อยู่


เช่นกัน วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ได้ออกเดินทาง
เดินทางเพื่อการเรียนรู้
เดินทางเพื่อการก้าวไปข้างหน้า
เดินทางเพื่อจะเติบโตต่อไป












การเดินทางในวันนี้ก็เช่นกัน
เดินทางมายังสถานที่ใหม่
พบคนใหม่ๆ และ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

       ............................................................................................................................


ตอนนี้ได้เดินทางมาฝึกยังโงพยาบาลประจำอำเภอ
แน่นอนว่าไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน
ได้ยินจากเพื่อนๆกลุ่มก่อนๆว่า ยากมากก โหดมาก และ ทุรกันดารมากๆ
ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึง ก็เจอทันทีว่า แห้งแล้งมากๆ อยู่ห่างจากตัวเมืองมากๆ




เฮ้ออออ แค่พึ่งมาถึงก็เริ่มท้อสะแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะพรุ่งนี้
ดีหน่อยที่พักสะดวกสบาย แต่อย่างว่า ถ้าไม่เจอกับคำว่าลำบาก แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าสบายเป็นอย่างไร


พึ่งได้ฤกษ์เขียนบล็อกจริงจัง ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องที่ไปฝึกงานที่ โรงพยาบาลประจำจังหวัด และ โรงพยาบาลศรีธัญญาให้อ่าน วันนี้แค่น้ำจิ้มก่อนละกัน ><

ปล มีคำผิดบอกได้นะค่ะ