Tuesday, 16 July 2013

Congratulation.........

"I don't remember how we happened to meet each other.
I don't remember who got along with whom first.
All I can remember is all of us together...always." (Anonymous, 2007).
"เราอาจจำไม่ได้ว่าเจอกันได้ยังไง
เราอาจจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนเริ่มสนิทกันก่อน
เราจำได้แต่ว่า .......... เรามีกันและกันตั้งแต่นั้นมา"


..........................................................................................................




นานมากกกกกก ที่ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อกเลย
ก็ไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาอ่านรึเปล่านะ แต่ก้เห็นวิวเพิ่ม
อาจเข้ามาอ่านแล้วก็......นะไม่มีอะไรน่าสนใจ ......ฮาฮ่า
วันนี้มีโอกาสได้มานั่งร้านเน็ต 
เนื่องจากได้บอกไปแล้วว่าน้องคอมเมนบอร์ดได้ตายไปเรียบร้อย
และก็เนื่องจากคุณเพื่อนสนิทได้มีโอกาสพิเศษในชีวิต
นั่นคือ.....งานรับปริญญา


....................................................................................................................................................

คงมีหลายๆคนที่ผ่านมาทั้งไปงานคนอื่นและงานตัวเอง
(ส่วนตัวก็ยังต้องรองานตัวเองต่อไป)
คนส่วนใหญ่ให้อะไรเป็นของขวัญรับปริญญากันนะ
เมื่อนึกถึงก็มักจะคิดว่าเป็น ตุ๊กตา ช่อดอกไม้ ของแบรนด์เนม หรือ บลาๆๆๆๆๆ 
แต่สำหรับเพื่อนสนิทคนนี้ ส่วนตัวได้มอบหนังสือให้เป็นของขวัญ


ส่วนตัวตั้งใจทำมาก ตั้งแต่การเลือกหนังสือ 
มันเป็นขั้นตอนที่ยากมากเลยนะ กะการจะเลือกหนังสือให้ใครสักเล่ม
เดินเลือกนานมากกกกกกกกกก
แต่สุดท้ายก้ได้เล่มนี้ เพราะอะไรนะหรอ 
เหตุผลจะกล่าวต่อไป..............

.......................................................................................

Add caption

Add caption


อันนี้เป็นข้อความที่ได้เขียนลงไปในเล่ม.....................
นั่งห่อของขวัญเอง เหนื่อยมากกกกกกก (กว่าการไปเลือกหนังสืออีก)
แต่เหนื่อยยิ่งกว่าคือการทำโบว์ ....... กล่าวเลยว่างานฝีมือไม่มีเลยยยยยยย ณ จุดนี้
กว่าจะได้นอนก้เกือบเช้า หกโมงนี่เรียกว่าเกือบเช้าได้ยัง
แถมยังตื่นเกือบไปงานไม่ทัน ฮ่าๆๆๆๆ 
ต่อไปก็จะเป็นจดหมาย ที่ตอนแรกคิดว่าเอาไว้อ่านแค่สองคนดีกว่า
แต่แม่แอบมาอ่านแล้วอ่ะ เลยอยากเอามาแบ่งปัน
มีพี่นักเขียนคนหนึ่งบอกเขียนดี (แอบดีใจ.... จริงๆก็อยากอวดว่างั้น อิอิ)
เพราะจดหมาย(เรียกว่าจดหมายได้มั้ยนะ?)
เป็นเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมจึงเลือกให้หนังสือเป็นของขวัญ :)


Add caption
Add caption


Add caption
Add caption
Add caption

.............................................................................................


วันนี้มาภาพเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ยังไงก็มีแต่ภาพจริงๆ ไม่มีไรเลย 
เอาบรรยากาศมาฝากนิดหน่อยยยย อิอิ 






.............................................................................................



Friday, 22 February 2013

Nothing is permanent


  Nothing is permanent in this wicked world, not even our troubles.


          ไม่มีอะไรที่คงทนถาวรเลยสักอย่างในโลกที่โหดร้าย แม้กระทั่งความทุกข์ของชีวิต

คําคมภาษาอังกฤษพร้อมคําแปล.


.............................................................................................
นานมากๆแล้วกับการห่างหายไปจากบล็อก
ทั้งๆที่คิดถึงใจจะขาดดรอนๆ อิอิ
นั่นก็เพราะว่าคอมมันเจ๊งไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
บวกกะไม่มีเน็ตให้เล่น
วันนี้ได้โอกาสมาร้านเน็ตเขียนบล็อกสะหน่อยให้พอหายคิดถึง 
หายคัดไม้คัดมือ
............................................................

เจอคำคมนี้โดยบังเอิญอ่านแล้วชอบมาก
ชอบมากจริงๆ
มันเป็นอะไรที่เป็นความจริงในชีวิต
ไม่ว่าความทุกข์หรือสุข
มันไม่ได้อยู่กับเราจีรังยั่งยืนเท่าไหร่
ในวันๆหนึ่งเรามีทั้งสุขทุกข์ปะปนกันไป
ถ้าถามว่าวันไหนมีความสุขที่สุดตัวเองคงตอบไม่ได้
เพราะอยากให้ทุกๆงันเป็นวันที่มีความสุขที่สุด ประมาณว่าโลภมากนั่นเอง

ตอนนี้มีเวลามานั่งอยู่กับตัวเองมากๆๆๆ
แบบว่างมาก เลยทำให้ได้รู้ ได้คิดอะไรมากขึ้น
เสียใจกับสิ่งที่เคยทำไว้ในอดีต 
แต่ก็เท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
ทำได้แค่ทำปัจจุบันให้ไม่ล้มเหลวเหมือนในอดีต
(แต่จะทำได้อีกมั้ยเนี๊ยะ +_+)



ทำให้นึกถึงคนไข้จิตเวชที่เคยได้คุยด้วยตอนทำกลุ่ม
ตอนฝึกที่โรงพยาบาลศรีธัญญา
หลายๆคนที่พบเจอมักจะป่วยเป็น
โรค Schizophrenia หรือ โรคจิตเภท 
โรคนี้พบได้บ่อย และปัจจุบันก็มีแนวโน้มมีอัตราที่สูงขึ้น
(จากการเรียนวิชาแนวโน้มทางการพยาบาลเมื่อเทอมที่แล้ว มีแนวส่อเค้าว่า อีก 20 ปีทั่วโลก คนจะป่วยเป็นโรคทางจิตมากขึ้น =_+ ตอนนี้คิดว่าตัวเองก็ใกล้เข้าไปทุกที )

นอกเรื่องตลอด และที่ได้เข้าไปฝึกก็เป็นวอร์ด (Ward = หอผู้ป่วย)
ชาย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นชายฉกรรณ์ ไม่ใช่ ชายฉะ กัน !!!! 5555555
เมื่อได้คุยกันก็พูดคุยถึงสาเหตุของการที่ทำไมถึงป่วยเป็นโรคนี้ 
(จริงๆก็มีหลายสาเหตุ อธิบายมันจะยาวมากกกก)
และบอกได้เลยว่าหลังจากคุย ร้อยละ 98% ของผู้ป่วยทุุกคนมีประวัติเคยใช้ยา พวกสารเสพติด และสารระเหย ซึ่งมีผลต่อสมองมากๆๆ (แนวคิดขแงแพทย์ยุคปัจจุบันของผู้ป่วยทางจิตเกี่ยวข้องกับพวกสารสื่อประสาท ที่หลั่งในสมอง)

และยาสารเสพติดที่เป็นตัวการสำคัญก็คือ ยาบ้า 
หรืออาจจะเรียกยาม้าก็ไม่ขัด
ทางการแพทย์เรียกสารพวกนี้ว่า แอมเฟตามีน 
ซึ่งผู้ที่เสพไปนานๆจะเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาทตัวหนึ่งที่เรียกว่า
โดปามีน หรือสั้นๆ โดป้า (Dopamine)
และคนที่ป่วยเป็น Schizophrenia นั้น 
พบว่าสารชนิดนี้จะหลั่งออกมามากกว่าปกติ
(กลไกการหลั่งสารในสมอง ไว้ว่างๆๆๆๆๆๆ จะมาเล่าให้ฟังสั้นๆ +o+)



รู้สึกจะกล่าวมากไปไม่เกี่ยวกับข้างต้นแระ
อิอิ 
แต่ละคนก็จะเล่าให้ฟังว่า ทำไมถึงไปติดยาเสพติดเหล่านี้
และเกือบทุกคนก็บอกว่า "ถ้าย้อนเวลาไปได้ก็จะไม่ไปยุ่งกับมัน"

เพราะหลายๆึคนที่เป็นผู้ป่วยทางจิต เค้าก็ไม่สามารถเลือกได้หรอกนะค่ะว่าเค้าจะกลายเป็นคนที่สังคม 
ตราหน้า ว่า เป็นคนโรคจิต หรือคนบ้า (ทางการแพทย์เรียกว่า Stigma) 
และปัจจัยที่ช่วยส่งเสริม หรือ กระตุ้นได้ดีอีกตัวหนึ่งคือ ครอบครัว
หลังจากที่ได้ฟังผู้ป่วยหลายๆคนเล่าให้ฟัง

และคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ มีครอบครัวที่พร้อมเข้าใจ 
หลายๆคนคิด เอ๊ะ ยังไง
ไม่อยากจะบอกแต่ก็จะเล่าให้ฟังว่า ตอนสมัยเรียนมัธยม 
ตอนนั้นอยู่ ม 4 เทอมแรกเลย เป็นคนที่ที่เรียนไม่เข้าใจก็ไม่เรียนเลย
อารมณ์แบบติสมากก (แต่หนูเรียนวิทย์-คณิต)
ผลปรากฏว่า ติด 0 ค่าาาา วิชา เคมี ที่บ้านก็โอเคเข้าใจก็บอกติดก็แก้สิ ง่ายจะตาย เราก็กลัวก็กลัวว่าคนที่บ้านจะผิดหวัง
รู้ว่าเค้าผิดหวังแต่เค้าก็ไม่กดดันให้เราต้องเสียกำลังใจ 
และแล้วว พอ ม 5 อิอิ 4 เคมี จะไปไหนเสีียยยยย 
ถือว่าเป็นความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ

............................................................................................


หลายๆครั้งเคนคิดกับตัวเองว่า
แท้จริงแล้ว ความสุขคืออะไร
ความสุขอยู่ตรงไหน
ณ ตอนนี้ก้ยังตอบไ่ได้อยู่ดี :)
รู้แค่ว่า วันนี้สุข วันนี้ทุกข์
ทำอะไรแล้วสบายใจ
อยู่ที่ไหนแล้วมีความสุข 
ตอนนี้ คิดได้แค่นี้แหละ 
ไม่ต้องมีอย่างคนอื่น อยู่กับสิ่งที่เรามี
ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป 
ก่อนแล้วกันในตอนนี้

30 คำคมสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิต


.....................................................................................................................

Sunday, 27 January 2013

A Little Thing... that......

Attitude is a little thing that makes a big difference. 
                By Sir Winston Churchill

ทัศนคติ คือ สิ่งเล็กน้อย ที่สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ 
        โดย เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์

...............................................
ห่างหายไปนานนนมากจะบล็อก ช่วงนี้เหนื่อยๆยุ่งๆกะหลายๆเรื่อง
วันนี้เนื่องจากเปิดคอมได้ และไปทำอะไรมาหลายๆอย่าง
เลยอยากเขียนเก็บไว้อ่าน :)
แต่ก็แลกมาด้วยอะไรหลายๆอย่างโดยเฉพาะ
โดนรองเท้ากัดดดด แง่มมม~~~~~~~
รองเท้ากับผู้หญิงเป็นอะไรที่คู่กัน
และรองเท้าใหม่กะรองเท้ากัดก็เป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน
อย่างว่าละน้าาา ที่เค้าว่ากันว่า มีคู่ก็เหมือนมีรองเท้า
มีคู่ดีคอยประคับประคองช่วยเหลือกัน
เหมือนรองเท้าที่ช่วยรองรับ ช่วยประคับประคองเท้าเรา
ให้เดินไปในที่ที่เราต้องการได้อย่างมั่นคงง :))
เขียนไปเขียนมาออกนอกเรื่องอีกแล้วเชียวว แฮ่ๆๆ



เดินตั้งแต่เช้า ยันเย็นน 
ตกใจมากกกกเท้าพองงจนเป็นถุงน้ำ ใหญ่มาก  

(ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่าเป็น Bleb หรือ Blistersหากใครเคยได้ยินที่หมอหรือพยาบาลพูดว่า เจาะBleb ๆ  
ซึ่งมันจะต่างจากตุ่มน้ำของคนที่เป็นสุกใสนะค่ะ จะเรียก ว่า Vesicle 
และที่สุดๆคือ มันแตกแล้วว 
โดนน้ำแล้วแสบทรวงมากกกกก TT^TT 


.......................................................................................................................................


เข้าเรื่องดีกว่าา อิอิ
วันนี้ไปเดินร้านหนังสือมา อีกเช่นเคน ถูกใจหนังสือหลายเล่ม
แต่อดใจไว้งานหนังสือเดือนมีนาคมนี้
แต่ก็เลือกมาสองเล่ม หนังสือที่แนะนำให้อ่านกันคือเรื่อง 
"เกาะที่มีความสุขที่สุดในโลก" โดย คุณ ลินดา โกลมารชุน
ที่เลือกซื้อเล่มนี้เพราะ 
อย่างแรก ตัวเองชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนอยู่แล้ว
อ่านหมดทั้งไทย ทั้งเทศน์  
สอง ชอบชื่อเรื่อง มันน่าสนใจ อีกอย่างชอบปกด้วยย :)
และสาม ที่ปกมีประโยคที่ว่า 
"วรรณกรรมเยาวชนยอดเยี่ยมนายอินทร์อะวอร์ด์ 2555"





ราคาก็ไม่แพง คิดว่าซื้อมาอ่านดีกว่า ได้ส่วนลดอีก อิอิ 
ในขณะที่นั่งรอ อาหารเช้าบวกเที่ยง 
ก็เลยเปิดอ่านดูสักหน่อย 
ไม่ผิดหวังเลยค่ะ สมแล้วที่ได้รางวัล
แม้ยังอ่านไม่จบก็ตาม แค่คำนำก็ชอบบแล้วว  เว่อร์ไปมั้ยยย ~~~~
นอกจากจะได้ข้อคิดดีๆแล้วยังได้ความรู้เกี่ยวกับเกาะ วานูอาตู  
แต่ที่ชอบมากกก คือ  ข้อความหนึ่งในเล่มคือ
"ประเทศของเราไม่ได้วัดความมั่งคั่งด้วยคำว่า "มีมากเท่าไหร่"แต่วัดกันที่ว่า "ให้ได้มากเท่าไหร่" "

ก็ไม่รู้ว่าผู้เขียนจะสื่ออะไรรึเปล่า แต่ผู้อ่านคนนี้
คิดและตีความไปแล้วว่า สังคมสมัยนี้ วัดกันที่ มี มากกว่า ให้ 
จนทำให้คนโดยเฉพาะประเทศไทย แข่งกันมี โดยไม่คิดถึง
วิธีการที่จะได้มาซึ้ง คำ ว่า มี 


.................................................................................................................................





อิอิ ขออวดของเล่นใหม่ นั่นก็คือ สมุดกระดาษพื้นดำ
ซึ่งตัวเองเรียก ว่า กระดานชนวน ไปแล้วว 
(ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกรึเปล่าา )
เพราะว่าพื้นสีดำ แล้วเขียนด้วยหมึกสีขาว เหมือนกระดานชนวนในสมัยก่อนมากๆๆ แอบวาดและละเลงเยอะเลย


ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนพวก กลอนเปล่า และวาดรูปไรงี้
แต่ก็ทำให้อดนึกถึงอาจารย์ตอน สมัย มอ ต้นท่านหนึ่งไม่ได้
ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปะ วันหนึ่งท่านบอกให้ทุกคนแต่งกลอน
โดยไม่มีกฎ จะกี่วรรค กี่คำ คล้องจองไม่คล้องจองก็ได้
หรือ เรียกว่า "กลอนเปล่า"
จำได้ว่ากลอนเปล่าที่เขียนบทแกรมีเนื้อหาประมาณว่า

"วันนี้เป็นวันฝนตก ฉันนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง
คุณครูสั่งให้วาดภาพ แต่ฉันไม่รู้จะวาดอะไรดี
ตอนนี้ฉันยังเป็นเด็ก อยากจะวาดฝันอนาคตที่สวยหรู
แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าอนาคตจะสวยอย่างที่วาดไว้รึเปล่า
ฉันจึงทำได้แค่นั่งวาดรูปที่ครูสั่งในตอนนี้เท่านั้น"

เนื้อหาประมาณนี้ แต่คิดว่าอันนั่นดีกว่านี้ 
ตอนนี้หาไม่เจอแล้วว่าเขียนไว้ในสมุดเล่มไหน
เสียดาย ถ้าท่านยังอยู่ตอนนี้ จะเชิญท่านให้มาอ่านบล็อกนี้
ท่านเคยบอกว่าท่านหวังให้เขียนกลอนเปล่า เขียนมาเยอะๆ
เดี๋ยวท่านทำเล่มให้
แต่ตอนนี้คงไม่มีโอกาสแล้ว








Sometimes you wish 
you could just fast forward the time
Just to the see if in the end
It's all worth it.

บางครั้งเราก็อยากให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ
เพื่อจะได้รู้ว่าที่เราพยายามเพื่ออนาคตนั้น
มันคุ้มค่าหรือไม่

Cr. Kapook.com

.................................................................................................................................................................................................................................


Friday, 11 January 2013

True Art Of Memory

"The True Art Of Memory Is The Art Of Attention"
  - Samuel Johnson -  
    "ศาสตร์ที่แท้จริงของความจำ คือ ความใส่ใจ "
      - แซมูแอล จอห์นสัน- 

...................................................................................................................................................................

Tyrone Edwards (President & CEO at IMAR Life Sciences, LLC


 กล่าวไว้ว่า

         "ความลับของการมีความจำดี คือ ความใส่ใจ ซึ่งเป็นความใส่ใจต่อเรื่องที่เราสนใจ เราแทบไม่ลืมสิ่งที่เราประทับใจได้เลย" 






ห่างหายไปนานกะการอัพเพราะคอมเสียย แง่ๆ มาฝึกงานต่างจังหวัดยังไม่เสร็จเลยยังไม่ได้เอาคอมไปซ่อมสักกะที แอบจิ๊กของเพื่อนมาอัพสะงั้นทั้งๆที่งานล้นมือ อิอิ เพราะการเขียนบล็อกนี่ก็คือวิธีการระบายความเครียดแบบหนึ่งหรือจะเครียดกว่าเดิมหว่า??......................................................................................................................................................
ณ ตอนนี้ต้องทำเคสที่เรียกว่า Long Case ก็ตรงๆตัวเลยว่าเคสยาวว =_=
มันก็คือ Case Study หรือ ในภาษาไทยใช้ว่า กรณีศึกษาซึ่งการทำ Case Study แน่ๆเลยว่าไม่ใช่น้อยๆประมาณว่าต้องรู้เรื่องราวของเคสประหนึ่ง เราเป็นญาติที่รู้จักกันมาทั้งชีวิตเลยทีเดียวฮ่าๆ อาจจะรู้เรื่องราวของคนๆนั้นมากกว่าญาติจริงๆของเค้าสะอีกนะเนี๊ยะยอมับว่าแรกๆก็กลัวว่าจะมีใครกล้าเล่าให้เราฟังหรอ คนไม่รู้จักกั


แต่หลังจากได้ลองทำดูเคสหนึ่ง มันก็ไม่อยากนี่เนาะ แค่ไปคุยกะคนไข้
ที่ผ่านมาก็เจอมาหลายรูปแบบแต่คิดว่าตนเองคงจะโชคดีที่เจอคนไข้และญาติให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเคสที่จำได้และประทับใจมาจนวันนี้คงเป็น เคสที่ได้ตอนปีสามเทอมหนึ่งเป็นเคสคุณยายคนหนึ่ง อายุราว 70 กว่าๆ เป็น Acute Asthmatic Attack (เป็นภาวะอาการหอบเฉียบพลันที่ค่อนข้างรุนแรง)คุณยายหอบมากกกจนไม่สามารถที่จะขยับตัวได้เลย แม้กระทั่งนอนยังเหนื่อยต้องนั่งหลับถึงจะหลับได้ นอนราบไม่ได้ หายใจไม่ออกคุณยายจบปริญญาตรี จากรั้ว มธ. มีลูกสาวสองคน คนโตกำลังจะจบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ตอนนี้น่าจะจบแล้ว คนเล็กจะปริญญาตรีด้านเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนซึ่งง่ายๆคือ ทั้งบ้านเป็นคนมีการศึกษา ไม่ได้ดูถูกคนที่เรียนมาไม่สูงนะค่ะ แต่จะบอกว่าเจอคนไข้และญาติที่มีการศึกษานั้นสิ่งที่ต้องมีคือ ความรู้!!! เพราะทั้งญาติทั้งคนไข้ ถึงจะไม่ได้เรียนด้านการแพทย์มาแต่เค้าก็จะถามว่าสิ่งที่เราให้การพยาบาลกับเค้าไปนั้นคืออะไรและเราต้องตอบให้เข้าใจด้วย โดยไม่ใช้ภาษาทางการแพทย์(ซึ่งบางครั้งก็หลุด เผลอลืมตัวพูดศัพท์ทางการแพทย์ไป=_=คนไข้ก็จะงงกลับมาอย่างเห็นได้ชัด)



และระหว่างที่ดูแลคุณยายคนนี้ ก็จะได้ขนมกลับมาทุกวันอิอิ แค่เห็นคุณยายดีขึ้น ใส่ใจดูแลให้ดีที่สุด ยังจำเคสนี้ได้และลูกสาวคุณยายบอกว่าดูซีรี่ย์เกาหลีมั้ย ก็ตอบว่าดูค่ะเค้าก็เลยให้เอาคอมมาเดี๋ยวพี่ให้เอาทงอีไปดู วะว้าว คิดในใจไม่ต้องโหลดแล้วแต่ทำไปทำมา ด้วยความไม่สะดวกเลยไม่ได้จนฝึกงานเสร็จ กลับบ้านปิดเทอมไป เปิดเทอมามีจดหมายมาที่คณะแปลกใจและดีใจพร้อมๆกันเปิดออกมาเป้นซีดีซีรี่ย์เกาหลีเรื่องหนึ่งพร้อมจดหมาย บอกว่า เป็นลูกของคุณยายคนที่เราไปดูแลเค้าพี่เค้าบอกว่าเอาเรื่องนี้แทนไปก่อน ขอบคุณน้องมากๆที่ช่วยดูแลแม่พี่เค้าเป็นอย่างดีพี่เค้าเกือบจะจ้างให้เป็นพยาบาลพิเศษดูแลด้วยซ้ำ แต่ติดตรงที่ว่า ยังไม่จบบค่าา อิอิก็ถือเป็นความประทับใจที่ยังไม่ลืม และได้ไปเจอคุณยายอีกครั้ง ท่านก้จำได้ มาจับมือแล้วก็พูดคุ
มาถึงเคสที่ต้องทำตอนนี้เป็นคุณยายอายุ 80 กว่า แต่จะเรียกว่า โต๊ะ นะค่ะ เพราะท่านนับถือศาสนาอิสลาม(ในศาสนาอิสลามจะเรียกแม่ ว่า มะ หรือ เมาะ และเรียกยายว่า โต๊ะ)มาด้วยอาการเป็นไข้ ซึม ไม่รู้สึกตัว ไม่ทานข้าววันแรกที่โต๊ะมาเรียกก็ไม่ตื่น ตอนไปเยี่ยมเพื่อทำเคส จับโต๊ะให้นั่งทานยาก็ไม่ตื่นกรนใส่ด้วยยย แบบอึ้งมาก 55555แต่วันนี้อาการดีขึ้น โต๊ะตื่น ลืมตาทานข้าวได้บ้างแล้วแต่ที่สำคัญคือ โต๊ะยังไม่ยอมนอนหลับเลยตั้งแต่เช้า และญาติบอกว่า พูดไม่หยุดเลยยพอเข้าไปคุยเท่านั้นแหละ รู้เลยว่า โต๊ะนะ หูตึง!!!ใช้พลังในการคุยอย่างมาก แต่โต๊ะน่ารักมากก ญาติๆก็น่ารักให้ความร่วมมืออย่างดีโต๊ะบอก ขอบใจนะหมอ ที่มาดูแล คิดกี่ตั้งค์เนี๊ยะเลยตอบโต๊ะไปว่า หนูอ่ะไม่คิดตังงค์ค่ะ แต่คนอื่นไม่รู้ และค่าห้องก็ไม่เกี่ยวกะหนูนะค่ะทั้งญาติทั้งโต๊ะ ขำกระจายย โต๊ะบอกโต๊ะปวดหัว ลืมบอกว่าโต๊ะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Sepsis with Pneumoniaคือหมอสงสัยว่าจะติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับอาการปวดอักเสบซึ่งปกติพวกโรคติดเชื้อต่างๆจะทำให้มีไข้ และไข้ขึ้นสูงๆก้ทำให้ปวดศีรษะได้เลยบอกโต๊ะว่า เดี่ยวเอายาแก้ปวดหัวให้ทาน เมื่อโต๊ะทานยาเสร็จโต๊ะก็บอกว่า หมอ ยานี่คิดเท่าไหร่ (อีกแล้ว)55555ก็ตอบไปว่า ตอนนี้ไม่เก็บค่ะ นู่นนนเก็บทีเดียวตอนที่โตีะกลับบ้านจ่ายตัง ทั้งโต๊ะทั้งญาติฮากันอีกแล้




พื้นเพที่ได้สัมผัสกับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนมากก ที่ได้เจอมานะค่เกือบทุกคนจะมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ โต๊ะก้คนหนึ่งที่บอกให้รออย่าพึ่งรีบกลับเดี๋ยวรอเอามะม่วงสุกไปกิน !!!ลาภปากอีกตามเคย แต่ต้องรอมันสุกก่อนนะ 5555555555อดยิ้ม อดแซวกัความน่ารักของโต๊ะไม่ได้เลยจริงๆ :)))
.......................................................................................................................................................บางครั้งความทรงจำ ไม่ได้มีแต่ความสำเร็จ แต่ความทรงจำที่ดี มักเกิดจากความสุข การที่เราสามารถจำอะไรได้นานๆนั้น สิ่งนั้นมักจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขหรือไม่ก็ทำให้เราทุกข์มากๆ นั่นเอง
การได้มีความสุขร่วมกับคนอื่นๆ มีความทรงจำที่ดีต่อกันนั้นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ก่อเกิดความทรงจำดีๆเหล่านั้น คือ ความใส่ใจ ยิ่งใส่ใจ ดูแลกันมากเท่าไหร่ ความทรงจำดีๆ ความรู้สึกดีๆ ก็มีมากเท่านั้น :))